วัสดพื้นถิ่นจังหวัดพิษณุโลก FINAL ค่ะ
เรื่องที่สนใจจะศึกษาค้นคว้าคือเรื่องไม่ไผ่ ที่สนใจเพราะไม้ไผ่เป็นวัสดุที่เก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์รู้จักนำมาใช้เพื่อความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน และสามารถนำมาทำประโยชน์ได้มากมายหลายอย่างจึงสนใจที่จะศึกษาเรื่องนี้
ไม้ไผ่ เป็นพืชในป่าธรรมชาติซึ่งมีความผูกพันต่อการดำรงชีวิตประจำวันของคน ไทยมาแต่โบราณกาล คนไทยในชนบทใช้ไม้ไผ่สร้างบ้านเรือนอยู่อาศัย และใช้ในการทำหัตถกรรมเครื่องจักสาน เพื่อสนองประโยชน์ใช้ สอยต้นไผ่ใช้ทำประโยชน์ได้ทุกส่วน นับตั้งแต่ หน่อ ราก ลำต้นและ ใบ คุณสมบัติที่ดีของไม้ไผ่ คือ มีความคงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ลำต้นสามารถจักตอกเป็นเส้นๆ ดัดโค้งขึ้นรูป สานผลติภัณฑ์เครื่อง ใช้ประเภทต่างๆ ไม้ไผ่สามารถรับแรงดึงและแรงกดได้ดีโดยไม่แตก หรือหักง่ายคุณสมบัติพิเศษเช่นนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์ทรงรูปอยู่ได้นาน จึงเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำเครื่องจักสานของไทย
ไม้ไผ่ที่ใช้ในการก่อสร้างนั้นมีดังต่อไปนี้

1. ไผ่ตง (D.asper) เป็นไผ่ในสกุล Dendro
calamus นิยมปลูกกันในภาคกลางโดยเฉพาะที่จังหวัดปราจีนบุรีปลูกกันมาก เป็นไผ่ขนาดใหญ่ ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6-12 เซนติเมตร ไม่มีหนามปล้องยาวประมาณ 20 เซนติเมตร โคนต้นมีลายขาวสลับเทา มีขนเล็ก ๆ อยู่ทั่วไปของลำ มีหลายพันธุ์ เช่นไผ่ตงหม้อ ไผ่ตงดำ ไผ่ตงเขียว ไผ่ตงหนู เป็นต้น หน่อใช้รับประทานได้ ลำต้นใช้สร้างอาคาร เช่น เป็นเสา โครงหลังคา เพราะแข็งแรงดี ไผ่ตงมีต้นกำเนิดจากประเทศจีน ชาวจีนนำมาปลูกในประเทศไทยประมาณปี พ.ศ. 2450 ปลูกครั้งแรกที่ตำบลพระราม จังหวัดปราจีนบุรี

2. ไผ่สีสุก (B.flaxuosa) อยู่ในสกุล Bambusa ไผ่ชนิดนี้มีอยู่ทั่วไปและมีมากในภาคกลางและภาคใต้ลำต้น เขียวสดเป็นไผ่ขนาดสูงใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นประมาณ7-10 เซนติเมตร ปล้องยาวประมาณ 4-10 เซนติเมตร บริเวณข้อมีกิ่งเหมือนหนาม ลำต้นเนื้อหนา ทนทานดี ใช้ทำนั่งร้านในการก่อสร้าง เช่น นั่งร้านทาสี นั่งร้านฉาบปูน

3. ไผ่ลำมะลอก (D.longispathus) อยู่ในสกุล Dendrocalamus มีทั่วทุกภาคแต่ในภาคใต้จะมีน้อยมาก ลำต้นสีเขียวแก่ไม่มีหนาม ข้อเรียบ จะแตกใบสูงจากพื้นดินประมาณ 6-7 เมตร ปล้องขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 7-10 เซนติเมตร ลำต้นสูงประมาณ 10-15 เมตร ลำต้นใช้ทำนั่งร้านในงานก่อสร้างได้ดี

4. ไผ่ป่าหรือไผ่หนาม (B.arumdinacea) อยู่ในสกุล Bambusa มีทั่วทุกภาคของประเทศต้นแก่มีสีเขียวเหลือง เป็นไผ่ขนาดใหญ่ มีหนามและแขนง ปล้องขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 -15 เซนติเมตร ใช้ทำโครงบ้าน ใช้ทำนั่งร้าน
5. ไผ่ดำหรือไผ่ตาดำ (B.sp.) อยู่ในสกุล Bambusa มีในป่าทึบแถบจังหวัดกาญจนบุรีและจันทบุรี ลำต้นสีเขียวแก่ ค่อนข้างดำ ไม่มีหนาม ขนาดเส้นผ่านเส้นศูนย์กลางของปล้องประมาณ 7-10 เซนติเมตรปล้องยาว 30-40 เซนติเมตร เนื้อหนา ลำต้นสูง 10-12 เมตร เหมาะจะใช้ในการก่อสร้าง จักสาน

6. ไผ่เฮียะ (C.Virgatum) อยู่ในสกุล Cephalastachyum มีทางภาคเหนือ ลำต้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-10 เซนติเมตร ปล้องยาวขนาด 50-70 เซนติเมตร ข้อเรียบ มีกิ่งก้านเล็กน้อย เนื้อหนา 1-2 เซนติเมตร ลำต้นสูงประมาณ 10-18 เมตร ลำต้นใช้ทำโครงสร้างอาคาร เช่น เสา โครงคลังคา คาน

7. ไผ่รวก (T. siamensis) อยู่ในสกุล Thyrsostachys มีมากทางจังหวัดกาญจนบุรี ลำต้นเล็กขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.7 เซนติเมตร สูงประมาณ 5-10 เมตร ลักษณะเป็นกอ ลำต้นใช้ทำรั้ว ทำเยื่อกระดาษ ไม้รวกที่ส่งออกขายต่างประเทศ เมื่อทำให้แห้งดีแล้ว จะนำไปจุ่มลงในน้ำมันโซลาเพื่อกันแมลง น้ำมันโซลา 20 ลิตร จะอาบไม้รวกได้ประมาณ 40,000 ลำ
ไม้ไผ่ที่ปลูกกันมากในประเทศไทยและนำมาใช้ประโยชน์
การทำให้ไม้ไผ่คงทน
ไม้ไผ่ที่นำมาใช้ในการก่อสร้างทั่ว ๆ ไปนั้น ตัดมาใช้ได้เมื่อไม้ไผ่อายุ 3-5 ปี แต่ถ้าไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขกำจัดแมลงและเชื้อราแล้ว ไม้ไผ่ที่อยู่ติดดินอาจมีอายุใช้งานประมาณ 1-2 ปี เท่านั้น แต่ถ้าใช้ในที่ร่มและจากดินอายุอาจจะใช้งานถึง 5 ปี ไม้ไผ่อาจถูกรบกวนทำลายโดยมอดและปลวก เพราะมีอาหารในเนื้อไม้ นอกจากนั้นอาจถูกทำลายโดยเชื้อรา และถ้าใช้ในน้ำทะเลก็อาจถูกทำลายโดยเพรียงได้ การรักษาให้ไม้ไผ่มีอายุยืนนานนั้นอาจทำได้ต่าง ๆ กันดังนี้
1. วิธีแช่น้ำ การแช่น้ำก็เพื่อทำลายสารในเนื้อไม้ที่มีอาหารของแมลงต่าง ๆ เช่น พวกน้ำตาล แป้ง ให้หมดไป การแช่ต้องแช่ให้มิดลำไม้ไผ่ เป็นน้ำไหลซึ่งมีระยะเวลาแช่น้ำสำหรับไม้สดประมาณ 3 วัน ถึง 3 เดือนแต่ถ้าเป็นไม้ไผ่แห้งต้องเพิ่มอีกประมาณ 15 วัน วิธีใช้ความร้อน หรือการสกัดน้ำมันจากไม้ไผ่ ก่อนนำมาสกัดน้ำมันควรตั้งพิงเอาส่วนโคนไว้ตอนบน การสกัดน้ำมันออกจากไม้ไผ่ทำได้โดยให้ความร้อนด้วยไฟหรือต้ม
2. วิธีการสกัดน้ำมันด้วยไฟจะทำให้เนื้อไม้มีลักษณะแกร่ง ส่วนมากสกัดน้ำมันด้วยวิธีต้มนั้นเนื้อไม้จะอ่อนนุ่มการสกัดน้ำมันด้วยไฟนั้นทำโดยเอาไม้ไผ่ปิ้งในเตาไฟต่อย่าให้ไหม้และรีบเช็ดน้ำมันที่เยิ้มออกมาจากผิวไผ่ให้หมดระยะเวลาการปิ้งประมาณ 20 นาที อุณหภูมิประมาณ 120-130 องศาเซลเซียส การสกัดน้ำมันด้วยวิธีต้มนั้นใช้ต้มในน้ำธรรมดาใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรืออาจใช้โซดาไฟ 10.3 กรัมหรือโซเดียมคาร์บอเนต 15 กรัม ละลายในน้ำ 18.05 ลิตร ใช้เวลาต้มประมาณ 15 นาที หลังจากต้มแล้วให้รีบเช็ดน้ำที่ซึมออกมาจากผิวไม้ไผ่ก่อนที่จะแห้ง เพราะถ้าเย็นลงจะเช็ดไม่ออกแล้วจึงนำไม้ไผ่ที่สกัดน้ำมันออกไปแล้วล้างน้ำให้สะอาดและทำให้แห้ง
3. การใช้สารเคมี วิธีที่จะได้ผลดีกว่าการปิ้งหรือต้ม ซึ่งอาจทำได้ทั้งวิธีชุบหรือทาน้ำยาลงไปที่ไม้ไผ่หรือจะโดยวิธีอัดสารเคมีเข้าไปในเนื้อไม้ไผ่ วิธีชุบนั้นใช้เวลาประมาณ 10 นาที เช่น ชุบในน้ำยา DDT ที่มีความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันก๊าดจะทนได้นานถึง 1 ปี ถ้าชุบหรือแช่ให้นานขึ้นก็อาจทนได้ถึง 2 ปี หรืออาจใช้โซเดียมแพนตาคลอโรฟีเนต 1 เปอร์เซ็นต์ ละลายน้ำบอแรกซ์ ก็จะสามารถป้องกันมอดได้เป็นอย่างดี วิธีอัดน้ำยานั้นถ้าไม้ไผ่ไม่มากนักและเป็นไม้ไผ่สดทำโดยเอาน้ำยารักษาเนื้อไม้ใส่ภาชนะที่มีความลึกประมาณ40-60 เซนติเมตร เอาไม้ไผ่ลงแช่ทั้งที่มีกิ่งและใบ เมื่อใบสดระเหยน้ำออกไป โคนไม้ไผ่จะดูดน้ำยาเข้าแทนที่
วิธีอัดน้ำยาอีกวิธีหนึ่งที่จะอัดน้ำยาเข้าไม่ไผ่สดที่ตัดกิ่งก้านออกแล้ว ทำโดยนำยางในของรถจักรยานยาวพอสมควรแล้วใส่น้ำยาข้างหนึ่งสวมเข้าที่โคนไม้ไผ่ใช้เชือกรัดกันน้ำยาออก ยกปลายยางข้างที่ไม่ได้กรอกน้ำยาให้สูงวิธีนี้ได้ผลดีกับไม้ไผ่สด วิธีอัดน้ำยาอีกวิธีหนึ่งคือ ตั้งถังน้ำยาสูงประมาณ 10 เมตร แล้วต่อท่อสวมที่โคนไม้ไผ่สดด้วยท่อยางแล้วรัดไว้ไม่ให้น้ำยาไหลออกมาแรงดันของน้ำยาที่อยู่สูง 10 เมตร จะดันน้ำยาเข้าไปในไม้ไผ่
การใช้ไม้ไผ่เสริมคอนกรีต ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เหล็กเสริมคอนกรีตขาดแคลนจึงได้มีผู้นำไม้ไผ่มาผ่าเป็นซีกเล็ก ๆ แล้วใช้เสริมคอนกรีตแทนเหล็ก แม้ในปัจจุบันก็ยังมีผู้ใช้วิธีนี้อยู่
ไม้ไผ่นั้นมีค่าพิกัดแห่งความยืดหยุ่นต่ำ และเป็นวัสดุที่ยืดตัวมากกว่าเหล็กถึงประมาณ 14 เท่า เมื่อรับแรงเท่ากัน ไม้ไผ่ต้านแรงดึงได้ 13,000 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ที่ข้อและต้านแรงดึงได้ 17,000 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตรที่ปล้อง เพราะเหตุที่ไม้ไผ่ดูดน้ำมาก เมื่อนำมาเสริมคอนกรีตแทนเหล็กเสริม ทำให้การยึดเกาะกับคอนกรีตต่ำ ถ้านำไม้ไผ่มาเสริมคอนกรีตขณะที่เทคอนกรีตซึ่งมีน้ำผลมอยู่ ไม้ไผ่จะพองตัว และต่อมาไม้ไผ่หดตัวลงเนื่องจากน้ำระเหยไป จะทำให้ไม้ไผ่ที่เสริมแยกตัวกับคอนกรีตที่หุ้มอยู่ ไม้ไผ่จึงไม่เหมาะสำหรับมาเสริมคอนกรีตโครงสร้าง แต่อาจใช้ได้สำหรับเสริมพื้นคอนกรีตที่ติดกับดินและไม่ได้รับน้ำหนักมากนัก
ไม้ไผ่สามารถนำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้หลายอย่าง เช่น
มู่ลี่ไม้ไผ่ ม่านพับไม้ไผ่ และ ม่านม้วนไม้ไผ่ ทำจาก ไม้ไผ่ ที่มีความหนาแน่น และมีความยืดหยุ่นสูง โดยใช้เทคโนโลยีในการกำจัด ปลวก มอด แมลง และอบแห้ง ที่อุณหภูมิสูง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม้ไผ่คุณภาพดี มีอายุการใช้งานคงทน
กำไลข้อมือ
แก้วน้ำ
เทียนประกอบ
เครื่องประดับ
กระเป๋าถือ
ของใช้ในครัว
โคมไฟ
ของตกแต่งบ้าน
คุณภาพของไม้ไผ่ ในปัจจุบันสามารถนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ โดยใช้ไผ่ตรง ที่มีอายุประมาณ 5-6 ปี ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนา ด้วยทางเทคโนโลยีถึงระดับที่ใช้ทดแทนไม้ได้แล้ว ในเชิงความแข็งแรงทนทาน โดยธรรมชาติของไม้ไผ่ซึ่งมีเซลล์ลักษณะแนวยาว ซึ่งมีความแข็งแรงในตัวอยู่แล้ว ที่เรามาเสริมคือการป้องกันเนื้อไม้จากแมลง และเชื้อรา คือการใช้ระบบน้ำยากันมอด แมลง และน้ำยากันเชื้อรา กระบวนการเหล่านี้ทำให้มูลค่าต้นทุนสูง
ปัจจุบัน วัตถุดิบไม้ไผ่ได้นำมาทำผลิตภัณฑ์ หลากหลาย อาทิ เฟอร์นิเจอร์ไม้ โต๊ะ เก้าอี้ และอุปกรณ์ตบแต่งภายใน ไปจนถึงพื้นไม้ปาร์เก้ ปาร์เก้ไม้ ผนังไม้ไผ่ แม้แต่หลังคาไม้ไผ่
แกะสลักจาก”รากเหง้าไม้ไผ่” สินค้าติดดาวฝีมือชาวบ้าน
คำกล่าวที่ว่า “พรสวรรค์หรือจะสู้พรแสวง” น่าจะใช้ได้ดีกับ “สุพรรณ กางรัมย์” ประธานกลุ่มสร้างสรรค์งานไม้ไผ่บ้านนางรอง ต.หินตั้ง อ.เมือง จ.นครนายก เจ้าของผลงานเด่นผลิตภัณฑ์แกะสลักจากรากเหง้าไม้ไผ่ การันตีด้วยคุณภาพระดับ 5 ดาว จากโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์
สุพรรณ เล่าว่า เริ่มสนใจงานแกะสลักมาตั้งแต่ปี 2532 ขณะนั้นยังเป็นคนงานดูแลบ้านพักในวังตะไคร้ รีสอร์ท เมื่อเดินทางไปทำงานทุกวันก็สังเกตเห็นงานแกะสลักไม้ไผ่วางขายอยู่ริมถนน จึงแวะดูแล้วถามตัวเองว่าแกะได้ไหม จากนั้นก็ซื้ออุปกรณ์ในการแกะสลักเช่น สิ่ว ค้อน เลื่อยตัด มาลองแกะสลักดู โดยใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการแกะสลักใบหน้าคน เมื่อเห็นว่าพอใช้ได้ก็ฝากขายในวังตะไคร้ แม้งานแกะสลักจะเป็นอาชีพเสริมสำหรับสุพรรณ ทว่ากลับทำรายได้หลักให้แก่เขา ในที่สุดสุพรรณก็ลาออกจากงานประจำ เพื่อจะมีเวลาทำงานแกะสลักอย่างเต็มตัว เนื่องจากเห็นว่าน่าจะมีรายได้ดีกว่างานประจำ แถมยังอิสระอีกด้วย จากนั้นก็ยึดอาชีพงานแกะสลักไม้ไผ่หน้าคนเรื่อยมา โดยได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขา จ.นครนายก ในเรื่องแหล่งเงินทุนเพื่อนำมาประกอบอาชีพดังกล่าว
“เริ่มแรกผมได้กู้เงิน ธ.ก.ส.มาก้อนหนึ่งเพื่อมาสร้างร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ริมถนน และยังนำมาเป็นต้นทุนในการซื้ออุปกรณ์เครื่องมือแกะสลัก” สุพรรณ เผย พร้อมเล่าต่อว่า หลังจากงานแกะสลักรากเหง้าไม้ไผ่ไปได้สวย ก็ลองคิดทำงานแกะสลักจากไม้เนื้อแข็งชนิดอื่นดูบ้าง เช่น ไม้โมก ไม้มะม่วง ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน โดยนำมาแกะสลักเจาะรูด้านข้างแล้วใส่หลอดไฟลงไป ทำเป็นโคมไฟจากไม้จริงหลังจากนำไม้จริงมาแกะสลักเป็นโคมไฟประสบความสำเร็จ สุพรรณก็ลองทำโคมไฟไม้ไผ่ดูบ้าง โดยวาดรูปดอกไม้เจาะเป็นลวดลายต่างๆ อาทิ รูปแปะยิ้ม เปาบุ้นจิ้น หน้าช้าง หน้ามังกร ฯลฯ เนื่องจากการแกะสลักจากรากเหง้าไม้ไผ่จำหน่ายเพียงอย่างเดียวไม่ค่อยมีราคา เนื่องจากมีการทำกันมากและรูปแบบไม่แตกต่างกัน ส่วนขั้นตอนการทำนั้น สุพรรณอธิบายว่า เริ่มจากการวาดลาย จากนั้นก็แกะสลักตามแบบที่วาดแล้วลงฉลุลายตามจุดที่ต้องการ ขั้นตอนต่อไปขัดกระดาษด้วยมือให้เรียบแล้วแกะลายอีกครั้งแล้วขัดลูบรอยสิ่วออกอีกครั้ง ก่อนนำมาอาบน้ำยาทิ้งให้แห้ง แล้วนำมาเข้าเตาอบ จากนั้นก็ลงสี ตกแต่งด้วยอุปกรณ์เพื่อให้ดูดีสวยงาม ก่อนนำมาวางจำหน่าย
“ปัญหาที่พบในการทำผลิตภัณฑ์แกะสลักไม้ไผ่ก็คือ เกิดมอด เป็นเชื้อรา ไม้ไผ่แตกร้าว แต่วิธีแก้ไขเราจะต้องเรียนรู้เอง และการคิดค้นวิธีแก้ของแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน เพราะถือว่าเป็นเคล็ดลับของใครของมัน” ประธานกลุ่มสร้างสรรค์งานไม้ไผ่บ้านนางรองกล่าว ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกทั้งสิ้น 14 คน นอกจากจะทำแกะสลักรากเหง้าไม้ไผ่เป็นรูปหน้าคนแล้ว ยังดัดแปลงลำไม้ไผ่มาทำโคมไฟ โดยแกะสลักเป็นลวดลายต่างๆ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์รูปแบบอื่นๆ เพื่อสนองความต้องการลูกค้า อาทิ ที่เขี่ยบุหรี่ กระบอกใส่เอกสาร แจกัน ตะเกียงเจ้าพายุ ฯลฯ “ตอนนี้โคมไฟจะได้รับความสนใจจากลูกค้ามากที่สุด โดยเฉพาะแกะสลักรูปช้างจะขายดีมาก นอกนั้นจะขายได้เรื่อยๆ ส่วนงานแกะสลักหน้าคนขายไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะมีทำกันมาก เฉพาะที่นางรองมีเป็นร้อย แล้วก็แข่งขายตัดราคากัน” สุพรรณ กล่าว และว่าสำหรับราคาผลิตภัณฑ์จะมีตั้งแต่ชิ้นละ 80 บาท ไปจนถึงหลักพันบาท ซึ่งชิ้นงานส่วนใหญ่จะทำตามใบสั่งของลูกค้าเป็นหลัก
ถ่านไม้ไผ่
( Bamboo Charcoal )
เมื่อกล่าวถึง ” ถ่าน ” หลายคนคงจะนึกถึงชิ้นไม้ดำๆ ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับหุงต้มอาหารในครัวเรือนเท่านั้น แต่จริงแล้วถ่านมีสมบัติพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ สามารถดูดซับกลิ่นเหม็นอับไม่พึ่งประสงค์ต่างๆ ได้ ซึ่งจะเห็นจากการนำถ่านมาใส่ไว้ในตู้เย็น ทำให้ตู้เย็นไม่มีกลิ่นเหม็นคาว ใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้า และตู้โชว์ เพื่อไม่ให้มีกลิ่นเหม็นอับ
สิ่งที่ทำให้ถ่านมีความสามารถในการดูดซับกลิ่นได้ โดยเฉพาะ ถ่านไม้ไผ่ (Bamboo Charcoal) เนื่องจากโครงสร้างของ ถ่านไม้ไผ่ มีลักษณะเป็นรูพรุนเล็กๆ มากมาย โดยกลิ่นเหม็นอับต่างๆ จะแพร่เข้ารูพรุนเหล่านี้ ทำให้เกิดการดูดซับกลิ่นเหล่านั้นไว้ตามผนังและในรูพรุน หากถ่านมีรูพรุนมากๆก็จะทำให้ดูดซับกลิ่นได้มากตามไปด้วย
ประวัติความเป็นมา
ในประเทศไทย ได้มีการผลิตถ่านไม้ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงมาเป็นเวลานานมากแล้ว ซึ่งวิธีการผลิตถ่านไม้ที่ใช้กันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่หลายคนคงเคยพบเห็น ก็คือ การที่ชาวบ้านตัดต้นไม้ทั้งที่อยู่ในที่ของตนเองและในป่าไม้ธรรมชาติมาเผา โดยการนำท่อนไม้มาวางเรียงแล้วจุดไฟ จากนั้นจึงใช้ดินหรือแกลบกลบ ปล่อยให้ลุกไหม้แล้วนำถ่านออกมาดับด้วยน้ำ และมักจะย้ายที่ผลิตไปเรื่อย ๆ ตามแต่ว่าที่ไหนจะมีไม้ให้เผา เมื่อไม้หมดก็จะย้ายไปผลิตที่อื่นต่อ การผลิตถ่านไม้จึงถูกมองว่าเป็นการตัดไม้ทำลายป่าและสร้างมลพิษ เมื่อการผลิตถ่านไม้ถูกมองว่าเป็นการตัดไม้ทำลายป่า อีกทั้งกฎระเบียบต่าง ๆที่เกี่ยวกับป่าไม้ก็ไม่เอื้ออำนวยให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาวิธีการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ดังนั้นการศึกษาทำความเข้าใจ การวิจัยพัฒนาคุณภาพและผลผลิตของถ่านไม้ รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้ จึงมีน้อยมาก
การผลิตถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพในประเทศไทย อาจกล่าวได้ว่าเป็นแบบก้าวกระโดด คือ แตกต่างจากการเผาถ่านที่คนไทยทั่วไปรู้จักเป็นอย่างมาก เนื่องจากการผลิตถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพนั้นเป็นการนำเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้สามารถเผาถ่านไม้ไผ่ในอุณหภูมิที่สูงกว่า 1,000 เซลเซียสได้
ผู้ผลิตถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพ ( คนแรกของประเทศไทย ) คือ คุณกิตติ เลิศล้ำ ได้รับการถ่ายทอดทั้งเทคนิคในการทำเตาเผาและกรรมวิธีในการทำทั้งหมดจากเพื่อนชาวญี่ปุ่น ชื่อ Mr. Daisaku Nakago ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญเรื่องการทำถ่านไม้เป็นอย่างดี เนื่องจากครอบครัวของ Mr. Daisaku Nakago ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นประกอบอาชีพผลิตถ่านไม้ มาหลายชั่วอายุคน เมื่อทั้งสองได้เล็งเห็นว่าบ้านเกิดของคุณกิตติที่จังหวัดปราจีนบุรีนั้นมีการปลูกไม้ไผ่กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งสามารถนำมาทำเป็นวัตถุดิบในการผลิตถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพได้ คุณกิตติจึงตัดสินใจลงมือทำทันที เมื่อปี พ.ศ. 2542 ทั้งนี้ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อทำเป็นสินค้าส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น นอกจากคุณกิตติจะได้ฝึกฝนการเผาถ่านตามกรรมวิธีที่เพื่อนชาวญี่ปุ่นได้แนะนำจนเกิดความชำนาญและปรับปรุงพัฒนาเทคนิคกรรมวิธีการเผาจนสามารถทำถ่านไม้ไผ่ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของประเทศญี่ปุ่นได้แล้ว คุณกิตติยังได้ศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องถ่านไม้ไผ่ จนทราบว่าถ่านไม้ไผ่มีคุณสมบัติอย่างไร นำไปใช้ประโยชน์ด้านใดได้บ้าง และผลพลอยได้จากการทำถ่านไม้ไผ่ ที่เรียกว่า น้ำส้มควันไม้ไผ่ ( BAMBOO VINEGAR) นั้นมีคุณสมบัติและคุณประโยชน์อย่างไร จากตำราของเพื่อนชาวญี่ปุ่นและจากการค้นคว้าด้วยตัวเองทาง Interner บ้าง สื่ออื่น ๆ บ้าง ดังนั้นเมื่อคุณกิตติต้องประสบกับปัญหาด้านการส่งออก เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นได้มีการกำหนดโควต้าการนำเข้าถ่านไม้ไว้ในจำนวนที่จำกัด อีกทั้งข้อกำหนดทางกฎหมายในเรื่องถ่านไม้ในประเทศไทยก็ยังไม่เอื้ออำนวย คุณกิตติจึงมีความคิดที่จะทำตลาดในประเทศไทยแทน เพราะเห็นว่าถ่านไม้ไผ่ที่ทำได้นั้นมีคุณสมบัติและคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพของผู้ใช้แตกต่างจากถ่านไม้ทั่ว ๆไปที่มีอยู่ในตลาด และสินค้าเพื่อสุขภาพที่ทำจากถ่านไม้ไผ่ในประเทศไทยก็ยังไม่มีในขณะนั้น ในช่วงนั้นเองทางรัฐบาลก็ได้มีโครงการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ( OTOP CHAMPION ) และได้เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดย่อม ( SME) เข้าร่วมโครงการได้
คุณชาญอนันต์ ชัยชาญ พัฒนาการอำเภอนาดี ( เมื่อปี 2546 ) ได้เข้ามาให้คำแนะนำและส่งเสริมให้คุณกิตติได้ส่งสินค้าเข้าร่วมคัดสรรในปี พ.ศ. 2546 ซึ่งต่อมาถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพได้ผ่านการคัดสรรให้เป็นสินค้า OTOP ในระดับ 4 ดาว ของภาคกลาง และได้ไปจำหน่ายที่ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากที่คุณกิตติได้เริ่มทำถ่านไม้ไผ่มาเป็นเวลากว่า 4 ปี ซึ่งในครั้งนั้นถึงแม้ว่าจะมียอดจำหน่ายไม่สูงนัก แต่ก็ถือว่าได้ผลตอบรับที่น่าพอใจ เพราะมีผู้ให้ความสนใจเกี่ยวกับคุณสมบัติและคุณประโยชน์ของถ่านไม้ไผ่ทั้งจากประชาชนทั่วไปและสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ติดต่อสอบถามเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีคนรู้จักถ่านไม้ไผ่มากขึ้น นอกจากนั้นทางคณะผู้บริหารของสถาบันเพื่อพัฒนาการเกษตรและชนบทจำเนียร สาระนาค ( สจส. ) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การสบับสนุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์การเกษตร ( ธ.ก.ส. ) เพื่อดำเนินการให้บริการทางการศึกษาดูงานและฝึกอบรมด้านการพัฒนาการเกษตรและชนบท แก่หน่วยงาน องค์กร และบุคคลทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ ได้ให้ความสนใจและให้เกรียติมาเยี่ยมชมสถานที่ผลิตและช่วยอุดหนุนสินค้าผลิตภัณฑ์ถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพ ถึงจังหวัดปราจีนบุรีเลยทีเดียว นอกจากนั้นคุณกิตติยังรับเกรียติให้เป็นวิทยากรรับเชิญ เพื่อให้คำแนะนำแก่เกษตรกรที่สนใจในเรื่องของการเผาถ่านด้วยถังน้ำมัน 200 ลิตร ร่วมกับทีมงานวิทยากรของ สจส. ตามที่ต่าง ๆอีกด้วย เช่น งานกาชาดจังหวัดเชียงใหม่, งานเพื่อฟ้าดินที่ราชธานีอโสก จังหวัดอุบลราชธานี เป็นต้น
นอกจากนั้นคุณกิตติยังได้รับการส่งเสริมและคำแนะนำต่างๆ จากหน่วยงานทางภาครัฐ ของจังหวัดปราจีนบุรี ทั้งพัฒนาชุมขนจังหวัด, อุตสาหกรรมจังหวัด, พาณิชย์จังหวัด, พัฒนาชุมชนอำเภอนาดี ฯลฯ ทำให้คุณกิตติได้ไปเข้าร่วมการ อบรม และสัมมนาในโครงการต่าง ๆ ของหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ จนสามารถนำความรู้ที่ได้มาปรับปรุงและพัฒนารูปแบบของสินค้าให้สวยงามและเป็นที่ต้องการของตลาดยิ่งขึ้น ทำให้การไปจำหน่ายสินค้าที่ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ในงาน เมืองแห่งภูมิปัญญาไทย (OTOP CITY) วันที่ 21 – 28 ธันวาคม 2546 มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ และมียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งทุกวันนี้
เอกลักษณ์และจุดเด่นของผลิตภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์ถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพ เป็นสินค้าที่ผลิตโดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในท้องถิ่น ดังจะเห็นได้จากคำขวัญของจังหวัดปราจีนบุรีที่ว่า ” ศรีมหาโพธิ์คู่บ้าน ไผ่ตงหวานคู่เมือง ผลไม้ลือเลื่อง เขตเมืองทวารวดี ” อีกทั้งยังได้นำภูมิปัญญาของท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่นอีกด้วย นอกจากนั้น คุณสมบัติและคุณประโยชน์ต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพที่ทางผู้ผลิตได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ออกไปนั้น ก็สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่วิธีง่าย ๆ ที่ใช้ดูลักษณะถ่านประเภทนี้ก็คือ เมื่อเคาะถ่านจะมีเสียงดังกังวานคล้ายเสียงเคาะกระเบื้องดินเผา เมื่อหักดูจะเห็นสีดำมันวาว และเมื่อใช้นิ้วถูที่บริเวณรอยหักของถ่านจะไม่มีสีดำติดที่นิ้วเลย ส่วนที่ผิวถ่านอาจจะมีสีดำติดบ้างเล็กน้อย เนื่องจากคุณสมบัติของเปลือกไม้ เมื่อนำไปให้เป็นเชื้อเพลิงจะจุดติดไฟได้ยาก แต่เมื่อติดแล้วจะให้ความร้อนที่สูงมาก มอดดับช้า ถ่านไม่แตกปะทุ และควันน้อยมาก
คุณสมบัติดังกล่าวข้างต้นเกิดจากการเผาถ่านด้วยอุณหภูมิที่สูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส meให้ถ่านไม้ไผ่
- มีรูพรุนเป็นจำนวนมาก
- มีคาร์บอนเสถียร ( FIXED CARBON ) สูงมากกว่า 85 %
- มีสารระเหยง่ายต่ำ
- มีแร่ธาตุมาก
- และค่าความต้านทาน ( Resistance ) ไม่เกิน 100 โอห์ม
ดังนั้นถ่านไม้ไผ่ที่ผลิตได้จึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ได้แก่ ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น ใช้ในระบบกรองน้ำ บำบัดน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยา ก้นกรองบุหรี่ ใช้ผลิตชิ้นส่วนของแบตเตอรี่ และถ่านไฟฉาย ฯลฯ, ใช้ในครัวเรือน เช่น ใช้ประกอบอาหารปิ้ง ย่าง ใช้ดูดกลิ่นและความชื้นในบ้าน ในห้องปรับอากาศ ในรถยนต์ ใส่ในถังข้าวสารเพื่อดูดความชื้นจากข้าว ใช้ดูดความชื้นใต้ถุนบ้าน ฯลฯ, ใช้ในการเกษตร เช่น ใช้เป็นสารปรับปรุงดิน ใช้ช่วยในการทำปุ๋ยหมัก ใช้รักษาผลผลิตทางการเกษตรไว้ให้สดนานขึ้น ฯลฯ, ใช้ในการปศุสัตว์ เช่น ใช้รองพื้นคอกปศุสัตว์ ใช้ผสมในอาหารสัตว์ เป็นต้น
นอกจากนั้นกระบวนการผลิตถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพ ยังทำให้เกิดผลพลอยได้จากการผลิตถ่าน นั่นก็คือ น้ำส้มควันไม้ไผ ( BAMBOO VINEGAR) ซึ่งเกิดจากการควบแน่นของควันในขณะเผาถ่าน มีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลใส มีกลิ่นควันไม้ หากผ่านการกลั่นจะมีสีเหลืองใส ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำเกษตรอินทรีย์
ด้วยเอกลักษณ์และจุดเด่นดังกล่าวข้างต้นทำให้ผลิตภัณฑ์ถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพ ได้ผ่านการคัดสรรเป็นสินค้า OTOP ในระดับ 4 ดาว ของภาคกลาง ในปี 2546 และระดับ 4 ดาว ของประเทศ ในปี 2547 ( เป็นรายแรกและรายเดียวของประเทศไทย ) และกลายเป็นสินค้าของฝากที่ขึ้นชื่อ และนำชื่อเสียงมาสู่อำเภอนาดี และจังหวัดปราจีนบุรี ผลิตภัณฑ์กับความสัมพันธ์กับชีวิตและชุมชน ผลิตภัณฑ์ถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพมีความสัมพันธ์กับชีวิตและชุมชน ดังต่อไปนี้…
ด้านอาชีพ :
ทำให้เกิดวิสาหกิจชุมชน กระจายรายได้ให้คนในท้องถิ่น ทั้งกลุ่มผู้ปลูกไม้ไผ่ และกลุ่มตัดเย็บ
- สมาชิกกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น
- สมาชิกกลุ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
- สมาชิกในชุมชนมีงานทำ
- ยกระดับอาชีพคนเผาถ่านให้เป็นที่ยอมรับในสังคม ด้านการศึกษา
- เป็นที่ศึกษา ดูงานด้านการผลิตถ่านไม้ที่มีคุณภาพ
- เป็นวิทยากรให้คำแนะนำเรื่องการเผาถ่าน – ส่งเสริม เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเรื่องถ่าน
- พัฒนาความคิด ช่วยกันสร้างสรรค์พัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้านชุมชน
- ปลูกฝังเรื่องการอนุรักษ์ป่าไม้ไม่ให้ตัดต้นไม้ใหญ่เพื่อนำมาเผาถ่านเช่นในอดีต
- เกิดจิตสำนึกในการปลูกไม้ไผ่ในชุมชน การสร้างป่าถาวร
- เกิดการสร้างภูมิปัญญา
- เกิดปราชญ์ชาวบ้าน ที่รู้จริงทำจริง เวทีวิเคราะห์การพัฒนาผลิตภัณฑ์
การพัฒนาผลิตภัณฑ์
1. คุณภาพสินค้า / ตัวสินค้า – สามารถเพิ่มอุณหภูมิในการเผาให้สูงขึ้น ทำให้ถ่านไม้ไผ่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น – ปรับปรุงรูปแบบสินค้าให้มีสีสันสวยงาม น่าใช้ยิ่งขึ้น – ปรับปรุงรูปทรงของสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น
2. บรรจุภัณฑ์ – ปรับปรุงให้มีความประณีต สวยงามมากขึ้น
3. การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ – มีเครื่องมือในการตรวจสอบคุณภาพของถ่านไม้ไผ่ที่ใช้ทำสินค้า – ส่งสินค้าให้สถาบันที่มีความน่าเชื่อถือช่วยตรวจสอบ วิเคระห์คุณสมบัติให้ได้มาตรฐานอยู่อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นกลุ่มฯ ยังมีเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพถ่าน ไว้ใช้สำหรับตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์และรักษามาตรฐานการผลิตให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพ
ถ่านไม้ไผ่ตามมาตรฐานของญี่ปุ่นและจีนแบ่งไว้เป็น 2 เกรด คือ : -
1. เกรด 1 ( White Charcoal หรือ 1st grade ) เป็นถ่านไม้ไผ่คุณภาพสูงใช้กรรมวิธีการผลิตและอุณหภูมิภายในเตามากกว่า 1,000 ºC เหมาะสำหรับใช้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ มีคุณสมบัติที่ดีต่อมนุษย์ สัตว์ สิ่งแวดล้อม ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
2. เกรด ปกติทั่วไป ( Black Charcoal หรือ Regulation grade ) เป็นถ่านที่ใช้กรรมวิธีการผลิตและอุณหภูมิภายในเตาต่ำกว่า 1,000 ºC เหมาะสำหรับใช้เป็นถ่านเชื้อเพลิง หุงต้มอาหารและถ่านเพื่อให้พลังงานความร้อนอื่น ๆ แต่ไม่ควรนำไปประกอบอาหารประเภท ปิ้ง ย่าง บาร์บีคิว ยากิโตริ ( ไก่เสียบไม้ย่าง ) เพราะค่าของถ่านคงที่ ( Fixed Carbon ) ไม่ถึงหรือน้อยกว่า 85 %
ถ่านไม้ไผ่ (Bamboo Charcoal) ภาษาญี่ปุ่นเรียก ทาเคะสึมิ (takezumi) หรือ คิคุตัน (tikutan) ทำมาจากไม้ไผ่ ( Bamboo ) เป็นถ่านที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตด้วยอุณหภูมิภายในเตามากกว่า 1,000 ºC มีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ ธรรมชาติและสภาพแวดล้อมมากมาย
ถ่านไม้ไผ่ ที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตด้วยอุณหภูมิภายในเตามากกว่า 1,000 ºC แตกต่างไปจากถ่านทั่วไป หรือแม้แต่ถ่านขาว ( White Charcoal ) หรือบินโจตัน ( Binchotan ) ที่มีผลิตกันมากในประเทศญี่ปุ่นและจีน ปัจจุบันประเทศจีนปิดป่าจึงไม่มีการผลิตถ่านทั้งสองชนิดนี้แล้ว
ถ่านไม้ไผ่ ที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตด้วยอุณหภูมิภายในเตามากกว่า 1,000 ºC มีลักษณะพิเศษ ดังนี้ :-
- มีรูพรุนมากกว่า หากนำมาแผ่กระจายออกเป็นพื้นที่จะได้พื้นที่มากถึง 300 ถึง 700 ตร.ม / กรัม ( ถ่านไม้ทั่วไป จะได้พื้นที่ประมาณ 50 ตร.ม / กรัม )
- มีค่าความด้านทานไฟฟ้า ( Resistance ) ต่ำ ( ไม่เกิน 100 โอห์ม )
- มีแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย
จีน และ ญี่ปุ่น ได้ทำการวิจัยถ่านไม้ไผ่ ที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตด้วยอุณหภูมิภายในเตามากกว่า 1,000 ºC พบว่ามีคุณสมบัติพิเศษ สามารถให้กำเนิดและปลดปล่อยประจุลบ ( Negative Ions ) และ อินฟาเรดยาว ( Far infrared ray )
จากคุณสมบัติดังกล่าว ถ่านไม้ไผ่ จึงถูกนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในหลากหลายรูปแบบ เป็นที่นิยมมากในประเทศญี่ปุ่นและมีราคาแพง เช่น :-
1. ใช้เป็นวัสดุตบแต่งบ้านเรือน ( Decorate ) ช่วยฟอกอากาศ ดูดกลิ่น ( Deodorizing ) ความชิ้น ( Moisture ) ปลดปล่อยประจุลบ ( Negative Ions ) และ อินฟาเรดยาว ( Far infrared ray ) ซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ
1.1 ต้องใช้ถ่านไม้ไผ่ในปริมาณที่เหมาะสมกับพื้นที่
2. ทิ้งลงในแม่น้ำลำคลองลดการเน่าเสียของน้ำ ช่วยบำบัดน้ำเสีย เพิ่มแร่ธาตุ แคลเซี่ยม โพตัสเซี่ยม แมกเนเซี่ยม ฯลฯ
2.1 ต้องใช้ถ่านไม้ไผ่ในปริมาณที่เหมาะสมกับปริมาตรน้ำ
3. แช่ในถังน้ำดื่ม ช่วยดูดซับคลอรีน และสิ่งที่มีพิษ เพิ่มแร่ธาตุ แคลเซี่ยม โพตัสเซี่ยม แมกเนเซี่ยม ฯลฯ และปลดปล่อยประจุลบ ( Negative Ions ) และ อินฟาเรดยาว ( Far infrared ray ) ซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ
3.1 ทำความสะอาดถ่านไม้ไผ่ด้วยแปรงหรือฟองน้ำ ห้ามใช้ผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างจานเด็ดขาด
3.2 ต้มถ่านไม้ไผ่ที่ล้างสะอาดแล้วด้วยน้ำเดือดประมาก 10 นาที
3.3 นำออกมาวางไว้ปล่อยให้แห้ง ไม่ควรนำออกตากแดด
3.4 ใช้ถ่านไม้ไผ่ 100 กรัม ( 1 ชิ้น ) ต่อน้ำ 1 ลิตรแช่ทิ้งไว้ประมาณ 2 ~ 3 ชั่วโมง น้ำจะมีคุณสมบัติเหมือนน้ำแรธรรมชาติหรือดีกว่า
3.5 หลังจากใช้ถ่านไม้ไผ่ในน้ำดื่มครบ 1 อาทิตย์ ควรนำออกมาต้มด้วยน้ำเดือด และสามารถใช้ได้ 1 เดือนต่อถ่านไม้ไผ่ 100 กรัม
ตารางเปรียบเทียบแร่ธาตุต่างๆ ระหว่างถ่านไม้ไผ่ ” บันตัน “กับถ่านไม้ไผ่และน้ำแร่ธรรมชาติที่เก็บตัวอย่างจากตลาดในประเทศญี่ปุ่น
| ANALYSIS TEST ITEMS | BAMBOO CHARCOAL WATER( Japan ) | BAMBOO CHARCOAL WATER( BunTun ) | MINERAL WATER OF MARKETING |
| CALCIUM | 22 mg/L | 25.1 mg/L | 10 mg/L |
| POTASSIUM | 50 mg/L | 133 mg/L | 2.6 mg/L |
| MAGNESIUM | 5.3 mg/L | 4.9 mg/L | 1.5 mg/L |
4. ใส่หม้อหุงข้าวขณะที่หุงข้าว ช่วยดูดซับคลอรีน กลิ่นเหม็นอับของข้าวสารเก่า และสิ่งที่มีพิษ เพิ่มแร่ธาตุ แคลเซี่ยม โพตัสเซี่ยม แมกเนเซี่ยม ฯลฯ และปลดปล่อยประจุลบ ( Negative Ions ) และ อินฟาเรดยาว ( Far infrared ray ) ซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ เพิ่มรสและความนุ่มให้ข้าวสุก
4.1 ทำความสะอาดถ่านไม้ไผ่ด้วยแปรงหรือฟองน้ำ ห้ามใช้ผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างจานเด็ดขาด
4.2 ต้มถ่านไม้ไผ่ที่ล้างสะอาดแล้วด้วยน้ำเดือดประมาก 10 นาที
4.3 นำออกมาวางไว้ปล่อยให้แห้ง ไม่ควรนำออกตากแดด
4.4 ใช้ถ่านไม้ไผ่ 300 กรัม ( 3 ชิ้น ) ต่อข้าว 1 หม้อ
4.5 ใช้ได้ 10 ~ 15 ครั้ง
5. ใส่ในอ้างอาบน้ำ ช่วยดูดซับคลอรีน และสิ่งที่มีพิษ เพิ่มแร่ธาตุ และปลดปล่อยประจุลบ ( Negative Ions ) และ อินฟาเรดยาว ( Far infrared ray ) ซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ชำระล้างผิวหนัง กระตุ้นการการไหลวนของเลือด ช่วยให้ร่างกายสดชื่น
5.1 บรรจุถ่านไม้ไผ่ 300 กรัม ในถุงตาข่าย
5.2 แช่ถุงถ่านลงในอ่างอาบน้ำ
5.3 เพิ่มอุณหภูมิของน้ำให้อุ่น
5.4 เอาถุงถ่านออกจากอ่างเมื่ออาบน้ำเสร็จ
5.6 ถ่านไม้ไผ่ 1 ถุงใช้ได้ 2 เดือน
6. ใส่ไว้ในที่นอน ไต้เตียง ในห้องนอน ช่วยฟอกอากาศ ดูดกลิ่น ความชิ้น ปลดปล่อยประจุลบ ( Negative Ions ) และ อินฟาเรดยาว ( Far infrared ray ) ซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ กระตุ้นการการไหลวนของเลือด จิตใจสงบเย็นในขณะพักผ่อนและช่วยให้นอนหลับได้ดี ร่างกายสดชื่น
6.1 ห้องขนาด 3.2 ม. x 3.2 ม. ต้องใช้ถ่านไม้ไผ่ 3 กก./ห้อง
7. ดูดซับและหักเหคลื่นไฟฟ้า ( Absorption of Electromagnetic Wave ) ช่วยดูดซับและหักเหคลื่นไฟฟ้าที่แผ่กระจายออกมาจาก ทีวี คอมพิวเตอร์ จอมอนิเตอร์ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปิดใช้งานอยู่ภายในบ้านและสถานที่ทำงาน ดูดซับลดการแผ่กระจายของคลื่นไฟฟ้าจากการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ
8. ฟอกและปรับอากาศ ใต้เตียงนอน และใต้อาคารบ้านเรือน ช่วยดูดซับความชิ้นในฤดูที่มีความชื้นสูง และคลายความชิ้นในฤดูที่มีความแห้งแล้ง
9. ใช้ผสมอาหารสัตว์ ช่วยเพิ่มแร่ธาตุ ดูดซับสารพิษ กำจัดแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร ลดกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์
10. ใช้ผสมดินเพื่อการเพาะปลูก ช่วยปรับสภาพของดิน เพิ่มแร่ธาตุที่พืชต้องการ
11. ใส่ในตู้เย็น ช่วยกูดกลิ่น และปลดปล่อยประจุลบ ( Negative Ions ) และ อินฟาเรดยาว ( Far infrared ray ) ช่วยให้ผักสดเก็บไว้ได้นานวันขึ้น ถ่านไม้ไม้จะดูดซับก๊าชที่ผักและผลไม้คายออกมาซึ่งมีผลให้ผักและผลไม้เน่าเสีย
12. ใส่ในถังข้าวสาร ช่วยกูดกลิ่น ความชื้น และปลดปล่อยประจุลบ ( Negative Ions ) และ อินฟาเรดยาว ( Far infrared ray ) ป้องกันมอด และแมลงต่าง ๆ
13. ใสไว้ในแจกันหรือกระถางดอกไม้ ทำให้เกิดออกไซด์ เพิ่มออกซิเจนและแร่ธาตุ แคลเซี่ยม โพตัสเซี่ยม แมกเนเซี่ยม ฯลฯ ให้กับน้ำในแจกันหรือกระถางดอกไม้
14. ใส่ในตู้กระจกหรืออ่างเลี้ยงปลา ช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำ เพิ่มแร่ธาตุ แคลเซี่ยม โพตัสเซี่ยม แมกเนเซี่ยม ฯลฯ ทำให้น้ำใสสะอาด ช่วยเร่งการตกตะกอนของฝุ่นละอองในน้ำ
15. ทำห้องบำบัดสุขภาพ ช่วยฟอกอากาศภายในห้อง ดูดกลิ่น ( Deodorizing) ความชิ้น (Moisture) ปลดปล่อยประจุลบ ( Negative Ions ) และ อินฟาเรดยาว ( Far infrared ray ) ซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ
นอกจากนั้นยังใช้ถ่านไม้ไผ่เป็นส่วนผสมหลักของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้อีกมากมายหลายชนิด เช่น สบู่ แชมพู ยาสีฟัน ถ่านเม็ดดูดสารพิษ ฯลฯ
ประโยชน์ของไม้ไผ่ ได้แก่
1 การนำไปทำโครงสร้างชั่วคราว เนื่องจากมีความแข็งแรงก่อสร้างได้ไว และราคาถูก เช่นนั่งร้านการทำการก่อสร้าง ส่วนประกอบร้านค้าขายของ ซึ่งไม้ไผ่ที่ทำได้ก็คือ ไผ่สีสุก ไผ่ป่า ไผ่ดำ ไผ่สำมะลอก
2. การนำไปทำโครงสร้างที่สามารถรับน้ำหนักได้ดี เช่นโครงหลังคา เสา คาน สำหรับอาคารไม้ ที่ใช้โครงสร้างเบา แต่มีความสามรถในการรับแรงมากกว่า โครงสร้างชั่วคราว ไม้ไผ่ที่สามารถทำได้ก้คือ ไผ่เฮี๊ยะ ไผ่สีสุก ไผ่ป่า
3.การนำไปทำเครื่องจักสาน และเยื่อกระดาษ รวมถึงส่วนประกอบของอาคารอื่นๆที่ไม่ต้องการความแข็งแรงและการรับแรง ซึ่งได้แก่ไผ่รวก กับไผ่ดำ
และในจังหวัดพิษณุโลกเองก็ได้นำไม้ไผ่มาใช้ประโยชน์ในการสร้างที่อยู่อาศัยกันอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ บ้านเรือนแพ เป็นต้น
จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ว่า : ไม้ไผ่เป็นวัสดุธรรมชาติที่ได้รับความนิยมในการนำมาทำสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างบ้าน เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ และเครื่องประดับตกแต่งต่างๆ เหตุผลง่ายๆก็เพราะ ไม้ไผ่เป็นวัสดุที่หาง่ายในธรรมชาติ ราคาถูก สวยงามนำมาตกแต่งบ้านก็ได้ มีความเป็นธรรมชาติ นำมาดัดแปลงง่ายสามารถทำประโยชน์ได้หลายอย่าง
Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

























